กลับไปหน้าแรกกลับไปหน้าสมาชิกกลับไปหน้าสาระความรู้กลับไปหน้ากิจกรรมกลับไปหน้าข้อมูลข่าวสารกลับไปหน้าอื่นๆ    
       
 
ประวัติทั่วไปเกี่ยวกับการก่อตั้งสำนักดาบต่างๆ
 

 

 
สมัยโบราณชนชาติไทยต้องต่อสู้ดิ้นรนกับสภาพการณ์ต่างๆ
ทั้งจากศัตรูผู้รุกรานและจากภัยธรรมชาติต่างๆ  เพื่อที่จะ
ดำรงรักษาไว้ซึ่งชาติและเผ่าพันธุ์ของตน  ก็จำเป็นต้องมี
การประดิษฐ์  คิดค้น  ฝึกฝน ประยุกต์ พัฒนา และถ่ายทอด
วิชาศิลปการต่อสู้ป้องกันตัวขึ้นมา  โดยมีได้จำกัดอยู่เพียง
เหล่าผู้ปกครองและนักรบประจำแคว้นต่างๆเท่านั้น  ยังรวม
ไปถึงตามหมู่บ้านและชุมชนต่างๆอีกด้วย  ซึ่งจะเห็นได้จาก
ตามภูมิภาคต่างๆของไทยมีวิชาศิลปการต่อสู้ป้องกันตัว
เกิดขึ้นมากมาย  แม้จะมีชื่อเรียกที่เหมือนกัน โดยมักจะเรียก
วิชาศิลปการต่อสู้ป้องกันตัวด้วยมือเปล่าว่า 
“เพลงมวย”
และวิชาศิลปการต่อสู้ด้วยอาวุธโบราณว่า  “เพลงอาวุธ” ซึ่ง
ต่อมาก็กลายมาเป็น  “วิชามวยไทย”  และ  “วิชาอาวุธไทย”
 

ถึงแม้วิชาศิลปการต่อสู้ป้องกันตัวของไทยในแต่ละภูมิภาค จะมีชื่อเรียกที่เหมือนกันและมีองค์ประกอบต่างๆหลายสิ่งที่เหมือนกัน
แต่รายละเอียดบางอย่างก็แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เช่น เพลงมวยอีสานเน้นไปที่การใช้ท่าทางลีลาการก้าวย่างและการเหวี่ยงมือ
เพื่อใช้ในการล่อหลอกคู่ต่อสู้ก่อนเข้าทำ  ซึ่งสอดคล้องกับจังหวะเพลงดนตรีของภาคอีสานที่จังหวะจะเร็วและสนุกสนาน
เพลงมวยภาคใต้  เน้นการคุมต่อสู้ที่ต่ำ  ฐานกว้างและการทุ่มทับจับหักเหวี่ยงคู่ต่อสู้  เนื่องจากพื้นที่โดยมากมักจะเป็นพื้นทราย  ที่ไม่ค่อยมีความมั่นคงในการยืนเท่าพื้นดินและการยังกินแรงหากจะใช้จังหวะพริ้วตัวเปลี่ยนตำแหน่งการยืนอยู่เสมอ
เพลงมวยเหนือเน้นการก้าวเดินในลักษณะต่างๆเป็นขุมแบบต่างๆ  ซึ่งแม้การเดินจะมีการกำหนดรูปแบบที่ตายตัวแต่เมื่อผู้ใข้
เดินสลับตำแหน่งกันไปเรื่อยๆก็จะมีรูปแบบการเดินที่มากมายจนคู่ต่อสู้จับทางได้ยากและทุกก้าวย่างยังแฝงไว้ซึ่งท่าป้องกันและ
ท่าโจมตีที่รัดกุมและมีท่าจริงท่าลวงอยู่ในตัวเอง  สำหรับเพลงมวยภาคกลางก็มีความแตกต่างกันไปตามท้องที่  ทั้งนี้เนื่องจาก
มีอารายะธรรมที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน  เช่น  มวยทราวดี  มวยสุโขทัย  และสำหรับมวยอยุธยาเองก็มีหลายตำหรับเช่นกัน
ซึ่งสำหรับเพลงอาวุธเอง  ก็มีลักษณะที่ไม่แตกต่างจากเพลงมวยเท่าใดนัก  เนื่องจากขุนศึกและนักรบในสมัยโบราณจำเป็น
ต้องเรียนรู้ทั้งเพลงอาวุธและเพลงมวยควบคู่กันไปเสมอ

 

ในระยะแรกสำนักดาบและสำนักมวยจะเป็นที่เดียวกัน โดยใช้ชื่อ สำนัก นำหน้า โดยมีการจัดตั้งขึ้นจากผู้มีความรู้ในสรรพวิชา
ด้านต่างๆ โดยส่วนมากมักจะก่อตั้งมาจากเหล่าแม่ทัพนายกองที่ออกจากราชการมาบวชหรือเป็นชาวบ้านมาสอนวิชาเหล่านี้
โดยต่อมาจึงเริ่มเรียกเป็นสำนักดาบขึ้น เนื่องจากจะสอนเพลงดาบเป็นพื้นฐานแรกเริ่มควบคู่ไปกับเพลงมวยก่อนที่จะไปเรียน
วิชาเพลงอาวุธอื่นต่อไป เนื่องจากดาบเป็นอาวุธที่ใช้ได้ในหลายสถานะการณ์ สามารถใช้ได้ดีทั้งในที่กว้างและที่แคบ ทั้งยังเป็น
ศาสตราวุธที่ควบคุมได้ง่ายกว่าอาวุธชนิดอื่นทั้งยังมีส่วนที่ใช้โจมตีมากกว่าอาวุธอื่นที่น้ำหนักแล้วความยาวเท่ากัน

 
สำหรับวิชาความรู้ที่สำนักดาบต่างๆสอนให้เหล่าลูกศิษย์นั้น
หากเป็นสำนักดาบที่สมบูรณ์พร้อมจริงๆ ก็จะมีวิชาต่างๆ ดังนี้คือ
๑.วิชาอาวุธไทย  นอกจากเพลงอาวุธแล้วยังรวมไปถึง
การสร้างอาวุธด้วยอีกด้วย
๒.วิชามวยไทย
๓.วิชาการจับ  บังคับ  ขี่  ช้างม้า
๔.วิชาภาษาขอมไทยและอักขระต่างๆ
๕.วิชาคาถาอาคมและลงและปลุกเสกเลขยันต์ 
เครื่องศาตราวุธต่างๆ
๖.วิชาพิชัยสงคราม  รวมนครฐาน  โหราศาสตร์  เป็นต้น
หากเป็นตามวัดหรือสถานอื่นอาจมีวิชาที่สอนมากกว่านี้ 
แต่อาจไม่เกี่ยวกับการต่อสู้เสมอไปจึงไม่ขอกล่าวถึงในที่นี้

 

 

อาณาจักรกรุงศรีอยุธยา มีสำนักดาบเกิดขึ้นมากมาย อันเนื่องมาจากต้องเผชิญหน้ากับข้าศึก เกือบตลอดเวลาจึงจำต้องมีการฝึก
วิชาศิลปการต่อสู้กันตลอดและเป็นที่แพร่หลาย  ส่วนใหญ่มักจะใช้ชื่อวัด  หมู่บ้านหรือสถานที่สำคัญบริเวณที่ตั้งสำนัก นั้นนำหน้า
มากกว่าจะใช้ชื่อของบุคคลที่สำคัญผู้ก่อตั้ง  เช่น  สำนักดาบพุทไธศวรรย์  สำนักดาบบ้านพรานนก สำนักดาบวัดกษัตริย์ตราธิราช
สำนักดาบวัดประดู่ทรงธรรม  สำนักดาบวัดพิชัยสงคราม  เป็นต้น
นอกจากนี้ก็มีวิชาศิลปการต่อสู้ป้องกันตัวประจำราชวงศ์ต่างๆ  ซึ่งโดยมากจะถูกปกปิดเป็นความลับและสอนในเฉพาะในราชวงศ์  ตระกูลที่เกี่ยวข้อง หรือในกองทหารบางหน่วยเท่านั้น  เช่น  กองทหารประจำพระองค์ กองทหารจักรนารายณ์ กองทะลวงฟันวังหน้า กองมอญอาทมาฎ   เป็นต้น

 
 

หลังจากการเสียกรุงศรีอยุธยาเมื่อปีพุทธศักราช ๒๓๑๐ จาก
เหตุการณ์นั้นได้มีสำนักดาบจำนวนไม่น้อยที่สูญสิ้นไปพร้อม
กับสงคราม แต่กระนั้นก็ยังมีสำนักดาบไม่น้อยที่ยังคงอยู่ ซึ่ง
มีทั้งย้ายถิ่นฐานจากภัยสงคราม ไปเข้ากับชุมนุมและค่ายต่างๆ
หลบหนีเข้าป่าและกลับมากรุงศรีอยุธยาหลังจากสิ้นศึก
หรือแม้กระทั่งตั้งค่ายตั้งกองทหารเป็นของตนเองก็มี
ต่อมาเมื่อพระยาตากตั้งราชธานีใหม่ที่กรุงธนบุรี พระยาตาก
ได้เกณฑ์แม่ทัพ ขุนศึก นายกอง  กองทหาร สำนักดาบต่างๆ
โดยมากไปไว้ที่กรุงธนบุรี  แต่ก็ มีหลงเหลืออยู่ที่อยุธยา
และท้องที่ต่างๆบ้างไม่น้อยก็เพียงไม่กี่สำนัก และวิชาของ
ราชวงศ์บางราชวงศ์เท่านั้นที่ยังคงอยู่ที่อยุธยา  โดยสืบทอด
ในตระกูลของครูผู้สอนที่เกี่ยวข้อง ทั้งที่เปิดเผยเป็นสำนักดาบ
และไม่เปิดเผยฝึกกันอยู่เพียงในตระกูลเท่านั้น
จากเหตุการณ์นั้นทำให้สำนักดาบบริเวณฝั่งธนบุรี  มีจำนวน
มากมายหลายสำนักดาบ  แต่คงเหลือมาถึงปัจจุบันเพียง
ไม่กี่สำนักดาบ เนื่องจากสภาพของสังคมและชีวิตความเป็นอยู่
ที่เปลี่ยนไปของสังคมไทย

 

ในปัจจุบันสำนักดาบที่เหลืออยู่ในประเทศไทยมีจำนวนไม่มากและมีเพียงไม่กี่สำนักเท่านั้น  ที่ยังคงสามารถสืบทอดเอกลักษณ์
และวิชาศิลปการต่อสู้ป้องกันตัวของไทยแท้ๆ ในสมัยโบราณตามตำหรับของตนเองเอาไว้ได้อย่างครบถ้วนหรือพัฒนาตำหรับ
วิชาคความรู้ในสายของตนเองให้ก้าวหน้ายิ่งๆขึ้นไปได้และคงเป็นเรื่องที่น่าเสียดายและเศร้าใจอย่างยิ่ง สำหรับบรรพบุรุษและ
เหล่านักดาบ นักรบไทยผู้อุตส่าห์ประดิษฐ์คิดค้นวิชาศิลปการต่อสู้ป้องกันตัวของไทยขึ้น ด้วยความอุตสาหะ ด้วยแรงกายแรงใจ
และด้วยชีวิต เพื่อชาติ เพื่อบ้านเมือง เพื่อผืนแผ่นดินที่เรายืนอยู่ เพื่อความเป็นไทย เพื่อมิให้ลูกหลานและสายเลือดไทย
ของพวกท่าน ต้องมาเป็นทาสใครเขา พวกท่านจะเจ็บปวดขนาดไหนหากรู้ว่าวิชาเหล่านั้นต้องมาสูญสิ้นด้วยมือของคนรุ่นเรา
และสำหรับเราจะเสียใจเพียงใด หากเรามาเห็นคุณค่าและความสำคัญ  ในวันที่ไม่มีสิ่งใดหลงเหลือไว้อีกแล้ว

 
แม้ในปัจจุบันสภาพชีวิตและความเป็นอยู่ในสังคมจะเปลี่ยนแปลงไป ความทันสมัยต่างๆเข้ามาเรื่อยๆ เรายอมรับเอาวัฒนธรรม
และค่านิยมต่างๆจากต่างแดน เราเริ่มไม่เป็นตัวของตัวเอง ที่เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและค่านิยมไปตามสมัย บางเรื่องก็ไม่ใชตัวเรา
แต่บางเรื่องก็มิใช่สิ่งที่เลวร้ายอะไร ข้าพเจ้าคงไม่บอกว่าต้องแบบนี้แบบนั้นหรือต้องข่วยกันรักษา แต่อย่างน้อยก็ไม่อยากให้
พวกเราลืมไปว่า
 
" พวกเราเป็นใคร
ผืนแผ่นดินนี้มาจากไหน
และพวกเราจะรักษาความเป็นตัวเรา
และผืนแผ่นดินนี้ไว้ยังไง "
 
 
   
     
กลับไปหน้าประวัติต่างๆประวัติพระราชวังจันทรเกษมหรือวังหน้า